วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชวนอ่าน และวิจารณ์หนังสือ ตาม ส.ศิวรักษ์

เริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้พร้อม ๆกับ ที่อ่าน "Everyday story" ของคุณโหน่ง วงศ์ทนง แต่ของคุณโหน่งจบก่อนเพราะเนื้อหากระชับ วางไม่ลง วันนี้อ่านเล่มนี้แล้วอยากจะ ทำรายการหนังสือที่เจอ เผื่อไว้จะกลับมาอ่าน หรือหามาอ่านในอนาคต เพราะว่าบ่อยครั้งที่ผมชอบหาหนังสือที่ถูกแนะนำมาอ่านต่อ แต่กลับจำไมไ่ด้ว่าหนังสือเล่มนั้นชื่ออะไร และมาจากหนังสือเล่มไหน เลยไม่ได้อ่านกันพอดี


  เนื้อหาหนังสือจะพาเราไปเจอหนังสือต่าง ๆมากมาย ซึ่งเรื่องแรกเป็นเรื่อง สามก๊ก แต่ว่าผมอ่านไปแล้ว ยังไม่กลับไปดูใหม่ละกัน วันนี้ผมเริ่มอ่านที่

เรื่องแรก "สังข์ทอง"


หลังจากอ่าน เรื่อง สังข์ทอง แล้ว เค้าพูดถึง วรรณกรรม ประเภท Dues ex Machina ไม่รู้จัก แต่รู้จัก Homer เพราะก็เขียนแบบนี้ แต่ไม่เคยอ่าน Homer

   Homer ที่ดัง ๆก็ Iliad
และ Odyssey

นอกจาก Homer แล้วก็ได้เอ่ยถึงนักเขียนที่เขียนงานในทำนองเดียวกันคือ  "Sophocles" หนังสือไม่ได้แนะนำเล่มนี้เอามาแปะเอง
และ "Euripedes"

ซึ่ง Sopheles กับ Euripedes เป็นนักแต่งบทละคร

หลังจากเอ่ยถึงสองคนนี้แล้ว ก็พูดถึงลักษณะการแต่งของสังข์ทองว่ามีลักษณะคล้ายกับ King lear ของ Shakspear


เรื่องที่สอง ขุนช้าง-ขุนแผน

   พูดถึง  Sigmund freud จะว่าไปแล้วหลายตั้งแต่จำได้ นี่ได้ยิน ชื่อ และทฤษฏี มา หลายครั้งมาก และเคยคิดที่จะหาหนังสือของ Freud มาอ่านหลายครั้ง แต่ความพยายาม มักพ่ายแพ้ความขี้เกียจ และการลืม 

มีการพูดถึง เสฐียรโกเศศ กับหนังสือที่ชื่อว่า "ประเพณีไทย" แต่ผม search ขึ้น แบบนี้ไม่เป็นไรขอ แปะ ๆไว้ก่อนละกัน

เรื่องที่สาม "พระลอ"

เรื่องนี้ มีการพูดถึง หนังสือไทย อีกหลายเล่ม เช่น อิเหนา, หัวใจนักรบ, มัทนะพาธา, ยวนพ่าย พระลอ,  ลิลิต เตลงพ่าย, กำศรวลศรีปราชญ์, นิราศนรินทร์, จินดามณี,  พระชัยสุริยา ซึ่งคุ้น ๆหูอยู่บ้าง 
แต่เล่มที่แปลกตาออกมือ นักเขียนที่ชื่อ Keates 

มีหนังสือชื่อ มูลบทบรรพกิจ อีกเล่มที่ไม่เคยได้ยิน


บทที่สี่ "เชคสเปียร์"
เปลี่ยนจาก เรื่อง มา เป็นบท เพราะว่าเค้ากล่าวถึงคนเขียน

เรื่องแรก คือ "เวนิสวานิช"


เรื่องที่สอง "Macbeth"

เรื่องที่สาม "A midsummer nights dream"

เรื่องที่สี่ "Hamlet"

บทที่ห้า"China invades india"

หาหนังสือไม่เจอ ครับเล่มนี้ ทั้งไทย ทั้งอังกฤษ ข้อมูลที่มีมากสุดตอนนี้คือ
V.B. Karnik. China invades India (Bombay: Allied Publishers, 1963) ขอติดไว้ก่อน

บทที่หก "ปาฐกถาเรื่องสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ"
แนะนำ พระประวัติลูกเล่า

แนบเล่มนี้ไว้ด้วยเลยละกัน กับ"สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับกระที่รักวงมหาดไทย" (พระนคร: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2506)


บทที่หก "The Devil's Discus" 



บทที่เจ็ด "
SOUTHEAST ASIAN UNIVERSITY. A COMPARATIVE ACCOUNT OF SOME DEVELOPMENT PROBLEMS
"

บทที่แปด "The silk project"



บทที่เก้า "The ambassador"

จากนั้นก็ได้พูดถึงหนังสืออีกเล่มของ Morris west  คือ "The shoes of the Fisherman"

บทที่สิบ "พระประวัติ และงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ"


กลับมาที่งานของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้พูดถึงหนังสือที่น่าอ่าน อีก คือ
"สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตามทัศนะ ส.ศิวรักษ์"

"ความทรงจำ"

"ประวัติพระยาพฤฒาธิบดี"


"ประวัติการศึกษาสยาม" เล่มนี้หาไม่เจอ

"เทศาภิบาล"

"นิทานโบราณคดี"


"สาส์นสมเด็จ"

"พระประวัติลูกเล่า"


บทที่สิบเอ็ด "พระพุทธประวัติหินสลัก"


เป็นหนังสือที่เขียนโดยท่า พุทธทาสภิกขุ จากนั้นได้มีการแนะนำหนังสือ ชื่อ"หนังสือสนุก"


บทที่สิบสอง "เมืองนิมิตร"


บทที่สิบสาม "The inside story of communist china" 

บทที่สิบสี่ "The new asia"



เล่มที่สิบห้า "The United States in Vietnam"



แนะนำหนังสือ ที่ชื่อว่า "สงครามเวียดนาม: สงครามกับความจริงของ "รัฐไทย" พวงทอง ภวัครพันธุ์"

เล่มที่สิบหก "The new face of Buddha"



แนะนำหนังสือที่ชื่อว่า "พุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน" แปลโดย จำนงค์ ทองประเสริฐ

และ "Buddhism or Communism: Which Holds the Future of Asia?" Ernst Benz


เล่มที่สิบเจ็ด "Adventure with Authors"


ได้กล่าวถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น คือ "Andrew Lang"


บทที่สิบแปด "Thailand: The war that is, the war that will be"


พูดเกี่ยวกับผู้เขียนว่าเอามาจาก Politics in Thailand

และ หนังสือชื่อ "The ugly american"


เล่มที่สิบเก้า "Republic"




มีการพูดถึงหนังสือ ยูไทโพร(วิธีการจของโสกราตีส)
อโปโลเกีย(โสกราตีสแก้คดี)

ไครโต(โสกราตีสในคุก)

เฟโด(วาระสุดท้ายของโสกราตีส)

ภัทรานุสรณ์ได้รวบรวมหนังสือดังกล่าวไว้ในเล่มเดียว

หลังจากนั้นได้จัดพิมพ์ใหม่ภายใต้ชื่อหนังสือ "โสกราตีส"


นอกจากนี้ยังมีหนังสือ อุตมรัฐ

เล่มที่ยี่สิบ 
"ชุมนุมนิพนธ์ เพื่อถวายพระเกียรติแด่ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์"


ซึ่งเล่มนี้มีทั้งหมด 6 เล่ม ครับ 
ได้พูดถึงหนังสือประเภท melange และหนังสือดังนี้
ขอบข่ายสังคมศาสตร์(ตามนัยของบรรณารักษศาสตร์) ฉุน ประภาวิวัฒน์

ระบอบรัฐธรรมนูญในตุรกี(โดย ไพโรจน์ ชัยนาม)

เทาน์เซนต์ฮารีส และเมืองไทย(รอง ศยามานนท์)

History and historiography ของ โกศล สินธวานนท์

พระประวัติ(โดย ม.ล.ปีกทิพย์ มาลากุล)

ร้อยปีพระองค์วรรณ (ส. ศิวรักษ์)

เสด็จในกรม (จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์)

ที่เว้นไว้คือที่หาหนังสือจาก internet ไม่เจออาจจะต้องไปตามหาเอาจากที่อื่น

เล่มที่ยี่สิบเอ็ด "Twilight in Djakarta"


เล่มที่ยี่สิบสอง "Mongkut, The king of Siam"

พูดถึงหนังสือจาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ชื่อ The King of Siam Speaks

เล่มที่ยี่สิบสาม "Thailand: Political, Social and Economic Analysis"


เล่มที่ยี่สิบสี่ "Bangkok"

ของ Martin Hurlimann

เล่มที่ยี่สิบห้า "Siamese tapestry"


เล่มที่ยี่สิบหก "สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ"

เล่มที่ยี่สิบเจ็ด "Introduction to Pali"
A.K. Warder. Introduction to Pali(London: Luzac, 1963)


เล่มที่ยี่สิบแปด "Bangkok, Siam's City of Angels"
Germaine Kuril. Bangkok, Siam's City of Angel(London:Robert Hale, 1964)

เล่มที่ยี่สิบเก้า "Viskha Puja B.E. 2507"
Sulak Sivaraksa(editor). Visakha Puja B.E.2507(Bangkok:Buddhist Association of Thailand, 1964)

เล่มที่สามสิบ "What is Buddhism?"
Bhikkhu Khantipalo. What is Buddhism?(Bangkok: Social Science Association Press, 1965)

เล่มที่สามสิบเอ็ด "The Naga King's Daughter"

Stuart Wavell. The Naga King's Daughter(London: Allen&Unwin, 1965)

ในนี้ได้กล่าวถึงหนังสือ The Far Province ซึ่งแปล โดย ตุลจักร์เป็น
ฟราสซิส คริปส์. สภาพอีสาน แปลโดย ตุลจักร์ (พระนคร:ศึกษิตสยาม, 2515)

เล่มที่สามสิบสอง "The Brinkman"

Desmond Meiring. The Brinkman (Boston: Houghton Mifflin, 1965).

กล่าวถึง The Quiet American ของ Graham Greene

หนังสือ  อีสานนิยม:ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย ของ ชาร์ลส์ เอฟ. ไคส์ แปลโดย รัตนา โตสกุล โครงการตำราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์, 2556)

เล่มที่สามสิบสาม "The Second Asian Writers' Conference" 

เล่มที่สามสิบสี่ "The Partimokkha"

Ven. Myanamoli thera(A Translation of The Pali). The Patimokkha - 227 Fundamental Rules of a Bhikkhu (Social science Association Press, 1966)

เล่มที่สามสิบห้า "A Siam"

Merie-Jean Vincoiguera, A Siam

เล่มที่สามสิบหก "The Wisdom Gone Beyond"

The Wisdom Gone Beyond: An Anthology of Buddhist Texts(Bangkok: Social Science Association Press, 1966)

พูดถึงท่าน ทีฆนาค เป็นนักตรรกศาสตร์ ที่ดีที่สุดในโลก

เล่มที่สามสิบหก "Growing The Bodhi Tree"
Ven Bhikku Khantipalo. Growing The Bodhi Tree (Bangkok:Buddhist Association of Thailand, 1966).
ภาษาไทย ดู เสฐียรพงษ์ วรรณปก. พุทธวจนะในธรรมบท. (กรุงเทพฯ:ศยาม,2555) 


เล่มที่สามสิบเจ็ด "The Chinese in Southeast Asia"

เล่มที่สามสิบแปด "Growing The Bodhi Tree"





  








วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หรือว่ามันคืออารมณ์ ติ๊ส

ไม่ได้เขียน Blog เลย อารมณ์นี้ผมว่าใช่เลย พอเริ่มไม่ได้เขียน 1 วันมันก็เริ่มชิน ที่จะไม่เขียน วันที่ 2 ที่ 3 ตามมาพร้อมกับอารมณ์ ขี้เกียจ และข้ออ้าง ในใจมากมาย ผมว่าคงมีคนเข้าใจความรู้สึกการอู้ โดยการใช้ข้ออ้างต่าง ๆนา ๆมากมายกับตัวเอง อารมณ์ พรุ่งนี้ค่อยทำ, ไม่ว่าง, งานยุ่ง etc(หา เครื่องหมาย ไปยาลไม่เจอ บอกเลยขี้เกียจหา คือ keyboard ผมไม่มีภาษาไทย ตอนนี้เจอปัญหาแล้วว่ามันยากในการหาไปยาล) วันนี้ตัดสินใจต้องเขียน Blog เพื่อสานฝัน และความตั้งใจ ถึงแม้ตอนนี้ผมจะไม่ค่อยอยากจะเขียนเท่าไหร่ ไม่ได้หมายความตามนั้นซะทีเดียวนะครับ คือ อยากเขียน Blog อยู่แต่ ว่าก็รู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะเขียน หรือว่าคนที่เขียน blog ทุกคนคงต้องประสบอารมณ์แบบนี้
   ช่วงที่หายไป เนื่องจากทั้งเหตุผลจริง ๆคือ ติดเรียน ติดอ่านหนังสือสอบ งานเยอะ บลา บลา บลา ซึ่งเหตุผลที่จริงกว่านั้น คือ ไม่รู้จักแบ่งเวลา ไม่รู้จักการบริหารเวลา เลยไม่มีเวลามาเขียน Blog ผมสังเกตนิสัยตัวเองมาพักหนึ่งว่า พอสนใจอะไรก็จะทำ แล้วซักพักก็เลิกทำ ไม่มีการบริหารเวลาเลยครับ นี่แหละมั้งที่ทำให้ไม่พัฒนาไปไหน ซะที ช่างมันเถอะครับ ช่วงที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะไม่ได้เขียน Blog แต่ผมก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่นะ (คงจะเขียน Blog ไปในเนื้อหาของหนังสือที่ตัวเองอ่านดีกว่า เพราะว่ายิ่งอ่านหนังสือก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองต้องพัฒนาอีกเยอะมาก ถ้าเขียน Blog ไปโดยบ่น ๆ พิมพ์อะไรไร้สาระ มันคงไม่มีประโยชน์อะไรเลย )
   พอจะเริ่มว่าอ่านอะไรไปบ้าง มันรู้สึกเสียดายนะที่ไม่ทำในตอนที่ จำได้ คือทั้ง ๆที่รู้ว่าเป็นคนความจำดีในระยะสั้นมาก ว่าแล้ว ว่ามันต้องลืมพอผ่านไปนาน ๆแต่ทำไม ไม่รู้จักจดไว้ว่าอ่านเล่มไหนก่อนหลัง ตอนนี้ที่คิดได้ คือหนังสือ "ปัญหาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นแค่เรื่องใหม่ที่เราต้องเจอ"
  หนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับผมเยอะมาก และนอกจากนั้นยังแนะนำหนังสืออีก 4 เล่ม (จำไม่ได้ว่ามากกว่านี้ไม้อ่ะ คือมันนานไปละ) ซึ่งทั้งสี่เล่มนั้น ผม อ่านจบเล่มเดียวอยู่เลย T_T 
จากหนังสือ "ปัญหาไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องใหม่ที่เราต้องเจอ" ทำให้ผมรู้จักหนังสือเพิ่มมาอีก 4 เล่มคือ
1. 

2.

3.

4.



จากที่ว่ามาทั้ง 4 เล่ม เล่มที่อ่านจบแล้วตอนนี้คือ เล่มสุดท้าย กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่

       สุดยอดของหนังสือเลยก็ว่าได้ครับ ตั้งแต่ผมอ่านหนังสือมาเล่มนี้ ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก พูดยากนะครับ แต่เล่มนี้แหละ ที่เป็นคำอธิบายอย่างดีของคำว่า Dont judge the book by its cover คือ พูดตรง ๆเลย ถ้าผมไม่ได้อ่านหนังสือของ พี่ไอซ์ ผมก็ไม่มีวันรู้จักหนังสือเล่มนี้ และถ้าผมบังเอิญเดินผ่านไปเจอหนังสือเล่มนี้ ผมจะไม่หยิบมันขึ้นมาอย่างแน่นอน 55+ แต่พอได้อ่านจากคำแนะนำเท่านั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่า ห้ามตัดสินเนื้อหาจาก หน้าปกจริง ๆ ซึ่งหลังจากนี้ไปผมจะพยายามไม่ตัดสินจากหน้าปก (ทำยากมาก ๆนะบอกเลยยังไงซะ ทุกวันนี้ก็ยังคงตัดสินใจซื้อจากรูปร่างภายนอกอยู่นะ)

หลังจากเล่มนี้แล้ว ผมอ่านเล่มไหนต่อเนี่ย คือ งงไปหมดตอนนี้ เห้อ ชีวิต 
จำได้ภาพขาด ๆว่า ไปร้านหนังสือ แล้วก็ซื้อหนังสือ คือภาพเข้าร้านหนังสือมันเยอะจริงๆ จนสับสน เอาเป็นว่าต้นเหตุของไอ่หนังสือเซตใหม่เนี่ยมันมาจากการไปร้านหนังสือ แล้วซื้อ 
"I read therefore I am"
เป็นหนังสือเล่มที่ 2 ที่ผมเห็นนะครับว่าเกี่ยวกับการแนะนำหนังสือโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง เล่มก่อนหน้านี้ที่ผมเห็นจะเป็นของ สถาปนิก ครับจำไม่ได้ อาจจะมีเล่มอื่นอีกแต่ผมเคยเห็นแค่สองเล่มนี้ (ของไทยนะครับ) ซึ่งพอเห็นเล่มนี้ผมไม่ลังเลที่จะคว้ามากเป็นเจ้าของเลยครับ เหมือนเป็นโรคจิตอยากรู้ว่าคนอื่นเค้าอ่านอะไรกัน จะได้อ่านบ้าง เมื่อไหร่ชั้นจะฉลาดเท่าคนอื่นซะที พอพูดถึงเล่มนี้ก็ทำให้นึกถึง คน ๆหนึ่งที่อยู่ในเล่มนี้เลยครับ ก่อนหน้านี้ผมก็พึ่งอ่านหนังสือของเธอจบไป คือ "นานิ" หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ที่อ่านคือหนังสือที่ชื่อว่า "สร้างเงินล้าน ด้วยงานออฟฟิศ" อ่านแล้วไฟติดอยู่นะครับ เหมือนผมจะมีความฝันคล้าย ๆน้องเค้าเลย แต่ว่ายังไปไม่ถึง อ่านแล้วไฟลุกเลย ยังไม่มอดด้วย ไว้จะไปหาเล่มแรกของน้องเค้ามาอ่าน
 กลับมาต่อที่หนังสือ "I read therefore I am" อ่านไปก็ได้ชื่อของหนังสืออีกมากมาย แต่ชื่อที่เห็นแล้วทำให้ผมต้องค้นหา คือ รงค์ วงษ์สวรรค์ เอาจริง ๆนะครับ คือผมไม่เคยได้ยิน พอ search ใน google แล้ว แบบว่าอยากด่าตัวเองว่า ไอ่ควาย มึงไปอยู่ไหนมา นอกจากนี้แล้ว ผมยังได้รู้จักนักเขียนอีกคนคือ "วาณิช จรุงกิจอนันต์" ยิ่งรู้สึกว่าผมนี่ควาย แท้ ๆไม่รู้จักอีกเช่นเคย นอกจากหนังสือในไทยแล้ว ก็ยังได้รู้จักหนังสือต่าง ๆอีกมากมาย เห้ย ! ผมด่าตัวเองทำไมเนี่ย ต้อง positive thinking ใช่ไม้ครับ ถึงจะถูกต้อง แบบว่า เรานี่โชคดีจังเลยที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ นี่แหละ พลังแห่ง positive กำลังทำงาน มันดึงดูดหนังสือ ที่เราอยากได้เข้ามาหาเรา หรือว่านี่มันจะเป็นเรื่องจริง น่าสนใจมากครับ ผมคงต้องมองมุมกลับปรับมุมมอง ดู อิอิ 
   หลังจากอ่าน "I read therefore I am" จบ คือผมมีความรู้แค่ว่าประโยคนี้ดัดแปลงมาจาก "I think therefore I am" ของ Descates แต่ว่า descartes ทำอะไรไว้บ้าง หรือ เค้าทำอะไรแบบจริงจังนั้นผมไม่รู้เลย ช่างมันเถอะ กลับมาหลังจากอ่านหนังสือจบ คราวนี้บ้าเลยครับ อยากลิ้มลองหนังสือของ คุณรงค์ ไล่ตามหา เลยครับ เล่มแรกที่ได้มานั้นคือ เรื่อง "หอมดอกประดวน"
โอ้โหพระเจ้ามาก อ่านจบแล้ว งง โคตร ๆ ภาษาสลับซับซ้อนซ่อนเงี่ยน เอ้ยเงื่อน คือ อ่านไปหื่นไป พร้อมกับ หมดอารมณ์ เพราะว่ามัวแต่แปลความ ถามผมว่าดีไม้ ผมตอบไม่ได้ครับ แต่ผมว่ามันต้องดีแน่ ๆแต่ตอบไม่ได้จริง ๆครับ ที่บอกว่าดีเพราะภาษาไม่ขัดกันเลย แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจทั้ง หมด เพราะว่าประสบการณ์การอ่านของผมยังน้อย และมันเป็นงานตั้งแต่ผมยังไม่เกิด มันได้แง่มุม ได้แง่คิดเยอะนะครับ หนังสือแบบนี้คงต้องอ่านหลาย ๆรอบ และผมเดาว่ามันจะให้อะไรในมุมที่ต่างกันไปมากมาย

   นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมก็ได้หนังสือคุณรงค์ มาอีกหลายเล่มแต่ยังอ่านไม่จบ คือ
"มาเฟียก้นซอย" 

"สนิมสร้อย"

บอกตรง ๆว่าใจไม่กล้าพอ เจอ "หอมดอกประดวน" เข้าไปตอนนี้บอกเลยว่าเมาดอกประดวนมาก ยังไม่กล้าแตะงานท่านรงค์อีก พอเบรคไว้ก่อน แต่นอกจากสองเล่มนี้แล้ววันนั้นผมเห็นงานคุณรงค์ ผมก็ยังเก็บมาอีกเล่มนะครับ คือ "หลงกลิ่นกัญชา"


แต่ในช่วงที่ไม่แตะงานคุณรงค์ผมก็ได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมซื้อมาเพราะว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก "I read therefore I am" อีกเล่ม คือ หนังสือ "Everyday story" ของ คุณโหน่ง วงศ์ทนง

  ปกติผมไม่เคยอ่านหนังสือของ A day เลยนะครับไม่รู้เพราะว่าไม่ค่อยเห็นหรือก่อนหน้านี้มันมีอะไรมาบัง คือไม่รู้ทำไมแต่ผมเคยฟังคุณโหน่ง ทางรายการของ จอห์น วิญญู น่าจะชื่อรายการ "A day อะไรซักอย่าง" คือผมชอบมากเลยครับกับความคิดคุณโหน่ง คือผมจำชื่อรายการไม่ได้นะ ลอง หา ๆดู 
  เกือบลืมว่าก่อนหน้าผมจะเริ่มอ่านเล่มนี้ผมได้อ่านหนังสือของ คุณ ประภาส ชลศรานนท์
เรื่อง "ผจญภัยในความรัก" 


แสดงถึงความคิดที่คมคาย ของพี่จิก ประภาสในการตอบ และไม่ตอบคำถาม ซึ่งเป็นหนังสือของพี่จิก เล่มแรกที่ผมได้อ่าน ซึ่งจะต้องมีเล่มอื่น ๆตามมาอีกแน่นอนครับ 
     ครั้งแรกที่ผมรู้จักชื่อของพี่จิก ประภาส คงจะจากการอ่านหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่งครับที่มีบทสัมภาษณ์คุณ "ธนา เธียรอัจฉริยะ " ซึ่งผมรู้สึกทึ่ง และสนใจในคุณตัว ธนาตั้งแต่ผมได้อ่านหนังสือ น่าจะเป็นเรื่อง "ลาออกซะ ถ้าอยากรวย" 


ซึ่งมีบทความที่เกี่ยวข้องกับคุณ "Sigve brekke" ที่ตอนนั้นบริหาร DTAC ของประเทศไทย และมีบทความเกี่ยวกับคุณ "ธนา เธียรอัจริยะ" ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นผมรู้สึกยังไง แต่มันทำให้ผมต้อง search google หา ประวัติ คุณ  "ธนา เธียรอัจริยะ" คุณ "Sigve brekke" ซึ่งตอนนั้นการ search ทำให้ผมได้เจอกับ Clip ที่ youtube คลิปนี้ครับ
ดูแล้วอยากไปเรียนมากเลยครับ เหมือนเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันว่าซักวันต้องไป หลังจากนั้นพอผมเห็น column เกี่ยวกับคุณ  "ธนา เธียรอัจริยะ" ผมก็เริ่มสนใจแล้วมีครั้งหนึ่งที่ผมอ่านเจอแล้วพี่เค้าพูดถึง พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ตอนนั้นผมก็สนใจแล้วครับ (สังเกตไม่ครับผมไม่รู้จักคนดัง ๆอะไรกับเค้าเลย พอมานึกย้อนดูแล้ว เสียโอกาสไปเยอะมากเลยครับ) แต่แล้วผมก็ลืมการหาหนังสือของพี่จิก ไปนานมากจนไปงานหนังสือในครั้งนั้น เลยได้มีโอกาสซื้อหนังสือของพี่แกมาอ่าน ก็พึ่งอ่านจบไปนี่แหละประทับใจมาก 

  กลับมาที่หนังสือคุณโหน่ง วงศ์ทนง คือตอนแรกกะอ่าน สลับกับอีกเล่มที่เครียดกว่าครับเพราะว่าบทหนึ่งมันไม่ยาวมาก เลยคิดว่าเอามาอ่านคั่นหนังสืออีกเล่ม น่าจะดีครับ แต่ผิดคาด ผมอ่านแล้ววางไม่ลง สุดท้ายต้องอ่านจนหมดเล่มเลย ^^ และหนังสือที่ผมกะจะอ่านไปด้วยคือ "ชวนอ่าน และวิจารณ์หนังสือ ต่าง ๆ" ของ ส. ศิวรักษ์
  หมดแรงพิมพ์ นี่พิมพ์ที่นึงยาวมาเลยครับ ทำไมผมเยิ่นเย้อแบบนี้ ก็ไม่รู้ ปิดท้ายด้วยหนังสือเล่มล่าสุดที่พึ่งอ่านจบไป คือ 
"ลาออกซะ ถ้าอยากรวย "


  ซึ่งตอนนี้ผมกำลังจะอ่าน "What I wish I knew when I was 20"